Investor Relations

ประวัติบริษัท

บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ได้จดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม2531 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 10 ล้านบาท โดยครอบครัววินิชบุตร และทำการเพิ่มทุนเป็น 70 ล้านบาท มีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท อิโตมาน เรียล เอสเตทเซลล์ จำกัด (ต่อมา ถูกครอบงำกิจการโดย Sumikin Bussan Kaisha Co., Ltd. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สึมิกิน บูสซัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 39 ของทุนจดทะเบียน ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภท โครงการเขต/สวนอุตสาหกรรมพร้อมระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อขาย ซึ่งดำเนินการโดยภาคเอกชน และได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการเขตอุตสาหกรรมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เริ่มเปิดโครงการแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาบริษัทได้ทำการเพิ่มทุนและจดทะเบียน แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 และเปิดตัวโครงการสวนอุตสาหกรรม แห่งที่ 2 ที่จังหวัดระยอง ถนนบ้านค่าย-บ้านบึง ในปี 2538 และในปี เดียวกันบริษัทได้จัดตั้ง บริษัท โรจนะเพาเวอร์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมีกำลังการผลิต 122 เมกกะวัตต์พร้อมทั้งไอน้า กำลังการผลิต 43 ตันต่อชั่วโมง โดยร่วมทุนกับ Zurn Industries Asia Limited (ถูกครอบงำกิจการโดยโคเวนต้า เอ็นเนอร์ยี่) และ บริษัท สึมิกิน บูสซัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 65, 25 และ 10 ตามลำดับ และในปี 2540 ได้จัดตั้งบริษัท โรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านสาธารณูปโภคจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในเขต/สวนอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่ง ในปี 2541 และจำหน่ายเงินลงทุนในโรจนะ เพาเวอร์ จำนวนร้อยละ 39 ให้กับผู้ร่วมทุน บริษัท เอ็นเนอร์กี บาเดนเวอร์เท็มแบค อาเกียง แกเซล ชาร์ป จำกัด ซึ่งภายหลังผู้ร่วมทุนเยอรมันได้จำหน่ายเงินลงทุนในโรจนะเพาเวอร์ ทั้งหมด ให้กับ บริษัท คันไซ เพาเวอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในปี 2542-2544 โรงงานไฟฟ้าของ โรจนะเพาเวอร์ เปิดดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้ กฟผ. จำนวน 90 เมกกะวัตต์ ส่วนที่เหลือ 30 เมกกะวัตต์ พร้อมทั้งไอน้า กำลังการผลิต 43 ตันต่อชั่วโมง ให้กับโรงงานในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและต่อมาได้ทำการเพิ่มทุนอีก 404 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 44 เมกกะวัตต์ ในปี 2545บริษัทเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโรจนะเพาเวอร์ จากเดิมร้อยละ 26 เป็นร้อยละ 41 โดยซื้อหุ้นจากบริษัท โคเวนต้า เอ็นเนอร์ยี่ และได้เปลี่ยนจากสถานะจากบริษัทร่วม มาเป็นบริษัทย่อยและบริษัทลงทุนใน OEG ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบา รุงรักษาโรงไฟฟ้า จำนวนร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด และในปี 2546 บริษัทลงทุนในบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 399 ล้าน แบ่งเป็น หุ้นสามัญ 16.80 ล้านหุ้น หุ้นละ 20 บาท และใบสา คัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ 4.20 ล้านหน่วย ราคาหน่วยละ 15 บาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นในไทคอนร้อยละ 22.07 ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด และบริษััท ได้จัดตั้งบริษัทย่อยคือ บริษัท โรจนะ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ประเภท อาคารชุดเพื่อเช่าและขาย ต่อมาในปี 2555 บริษัทได้ทำการขยายธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยการเข้าซื้อกิจการ 2 แห่ง คือ 1. การเข้าซื้อกิจการของบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ปราจีนบุรี จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท พรอสเพอริตี้ อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด) ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัด ปราจีนบุรี และ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ระยอง 2 จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท สวนอุตสาหกรรมปลวกแดง จำกัด) ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง

ในปี 2558 บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุนจากบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อย ของ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) สืบเนื่องจากในปลายปี 2557 บริษัทได้ทำการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัทดังกล่าว จากเดิมสัดส่วนการถือเท่ากับร้อยละ 26.07 เป็นร้อยละ 43.45 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของไทคอน โดยการเข้าไปซื้อและใช้สิทธิ TICON-T2 , วิธี WHITEWASH และซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางเงิน ที่มีผลบังคับใช้สาหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2558 ที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี

ในปี 2559 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงิน จำนวน 22 ล้านหุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) คิดเป็นร้อยละ 1.09 ของหุ้นที่จำหน่ายทั้งหมดและมีราคาที่จะซื้อคืนไม่เกินราคาปิดของหุ้นเฉลี่ย 5 วันทำการซื้อขายล่วงหน้าก่อนหน้าวันที่ทา รายการซื้อขายแต่ละครั้งบวกด้วยร้อยละ 15 ของราคาปิดเฉลี่ยดังกล่าว โดยมีวงเงินสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ซึ่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯยังไม่ได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืน

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติจัดตั้งบริษัทย่อย จำนวน 2 บริษัท คือ บริษัท โป๋ ยโต่ว โรจนะ อินดัสเตรียล ซิตี้ จำกัด ประกอบธุรกิจเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และบริษัท โรจนะ อีทัช จำกัด ประกอบธุรกิจซื้อขายสินค้าหรือบริการ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยบริษัทถือเป็นสัดส่วนร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียน

ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559 มีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,099 ล้านบาท เป็น 1,834 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญจำนวน 735 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท อนุมัติเสนอขายและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (“FPHT”) โดยเป็นการเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ในราคาเสนอขายหุ้นละ 18 บาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดของ TICON หลังการเพิ่มทุน มีผลทา ให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ลดลงจากร้อยละ 43.55 เป็นร้อยละ 26.1 และจะปรับเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในบริษัท ไทคอน จากเงินลงทุนในบริษัทย่อยเป็นเงินลงทุนในร่วม และไม่นำงบการเงินของ ไทคอนมาจัดทา งบการเงินรวม และเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 บริษัท ไทคอน ได้รับชาระค่าหุ้นดังกล่าวและจดทะเบียนเพิ่มทุนชาระแล้วกับกระทรวงพาณิชย์