Investor Relations

คำอธิบายและการวิเคราะห์ฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน

ภาพรวมของผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

บริษัทและบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจแยกเป็นสายผลิตภัณฑ์หลักได้ 2 ประเภท คือ ธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และระบบสาธารณูปโภค (ผลิตกระแสไฟฟ้าและน้ำใช้เพื่ออุตสาหกรรม)

บริษัทฯดำเนินธุรกิจในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทเขต/สวนอุตสาหกรรมจำนวน 6 แห่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, จังหวัดระยอง(อำเภอบ้านค่ายและปลวกแดง), จังหวัดปราจีนบุรี และขยายโครงการไปยังจังหวัดชลบุรี คือที่บ่อวินและแหลมฉบัง ซึ่งลูกค้าให้ความสนใจด้านทำเลที่ตั้ง และการคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็ว โดยในด้านการตลาด บริษัทได้ร่วมมือกับ Nippon Steel & Sumikin Bussan Corporation ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเข้ามาทำการตลาดให้ นอกจากนี้บริษัทยังเสริมด้านการตลาดในประเทศ โดยการจัดตั้งทีมงานของบริษัทเพื่อคอยดูแลนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทั้งในด้านก่อนการขายและบริการหลังการขาย

ในแง่การรับรู้รายได้ตามงบการเงินจะรับรู้รายได้ต่อเมื่อมีการโอนความเสี่ยงไปให้กับลูกค้า ซึ่งในปีที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยได้ทำการโอนกรรมสิทธ์ในที่ดินให้กับลูกค้าที่ซื้อที่ดินในโครงการที่อยุธยา,ระยองและปราจีนบุรี เป็นจำนวน 818 ไร่

บริษัทย่อย (บริษัท โรจนะ เพาเวอร์ จำกัด) ดำเนินธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกาลังการผลิตรวม 430 เมกะวัตต์ ตามโครงการ SPP 1 และ SPP 2 สาหรับโครงการ 1 ดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ประเภทสัญญา Firm จำนวน 90 เมกะวตั ต ์ และ ได้ดำเนินการผลิตและ จำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ประเภทสัญญา Non-Firm อีกจำนวน 70 เมกะวัตต์ ส่วนโรจนะเพาเวอร์โครงการ 2 ดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ประเภทสัญญา Firm จำนวน 90 เมกะวัตต์

บริษัทย่อย (บริษัท โรจนะ เอ็นเนอร์จี จำกัด) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า พลังงานความร้อน ระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีกำลังการผลิตรวม 24 เมกะวัตต์ (3 ฟาร์ม ฟาร์มละ 8 เมกะวัตต์) โดยทั้ง 3 ฟาร์มได้เปิดดำเนินการแล้ว เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/2557 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเต็มกำลังการผลิตและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครับซื้อทั้งหมดภายใต้สัญญา VSPP

ในปลายปี 2557 บริษัท ได้ทำการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) จากเดิมสัดส่วนการถือเท่ากับร้อยละ 26.07 เป็นร้อยละ 43.45 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของไทคอน โดยการเข้าไปซื้อและใช้สิทธิ TICON-T2, วิธี WHITEWASH และซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้นปี 2558 ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้ปรับปรุงมาตรฐานการรายงานทางการเงินใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี บริษัทจึงต้องเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุนจากบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อย

ผลการดำเนินงาน

รายได้

ในช่วงปี 2556-2558 โครงสร้างรายได้หลักของบริษัทและบริษัทย่อยคือ รายได้จากการขายที่ดิน, รายได้จากการขาย(ธุรกิจผลิตไฟฟ้า) และรายได้จากการขายที่ดินและอาคารโรงงาน

เพื่อให้ง่ายในการพิจารณาโครงสร้างรายได้หลักของบริษัทและบริษัทย่อย โดยดูได้จากรายละเอียดการขายในช่วงปี 2556-2558 ดังนี้ี้

รายได้หลัก 2558 2557 2556
ล้านบาท % ล้านบาท % ล้านบาท %
ขายที่ดิน 2,215.11 13.13 2,635.92 19.96 1,335.82 12.18
ขายไฟฟ้า 9,177.36 54.41 8,532.97 64.62 5,299.82 48.31
ขายที่ดินและอาคารโรงงาน 3,345.61 19.84 - - - -
กำไรจากการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุน - - 1,361.33 10.31 - -
อื่น 2,128.08 12.62 674.60 5.11 4,335.51 39.52
รวม 16,866.16 100.00 13,204.82 100.00 10,971.15 100.00
  1. รายได้จากการขายที่ดิน ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา เป็นการทำสัญญาซื้อขายที่ดินในปี 2556 -2557 ซึ่งการซื้อในโครงการใหม่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงการมากกว่า 1 ปี จึงยังไม่มีการรับรู้รายได้ที่ดินในปี 2556 แต่มารับรู้รายได้ในปี 2557 แทน ซึ่งโครงการที่จังหวัดปราจีนบุรีได้ทำการพัฒนาแล้วเสร็จและทำ การโอนกรรมสิทธ์ในที่ดินให้กับลูกค้าได้และเป็นการรับรู้รายได้เป็นครั้งแรกของโครงการปราจีนบุรี และปี 2558 มีลูกค้าที่ถึงกำหนดชำระงวดสุดท้ายและโอนกรรมสิทธ์ในที่ดิน จำนวน 818 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่จังหวัดปราจีนบุรี
  2. รายได้จากการขาย (ไฟฟ้า) บริษัท โรจนะ เพาเวอร์ จำกัด เนื่องจากโรจนะ เพาเวอร์ ได้ทำการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าเสร็จและเปิดดำเนินการได้ตามปกติตั้งแต่กลางปี 2556 เป็นต้นมา การก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP 2 เสร็จและได้ทำการขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ประเภทสัญญา Firm จำนวน 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นผลให้บริษัทฯ รับรู้รายได้ในส่วนนี้เต็มปีเป็นปีแรกในปี 2557 และในปี 2558 มีลูกค้าเพิ่มกำลังการผลิตพร้อมกับมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ส่วน บริษัท โรจนะ เอ็นเนอร์จี จำกัด ได้ทำการก่อสร้างโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์แล้วเสร็จ จำนวน 3 ฟาร์ม กำลังการผลิตรวม 24 เมกกะวัตต์ และเปิดดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 3/2557
  3. รายได้จากการขายที่ดินและอาคารโรงงาน เป็นรายได้ของกลุ่มบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ TFUND และ TLOGIS เป็นการขายขาดในกรรมสิทธ์ของ ทั้งที่ดินและอาคารโรงงาน/คลังสินค้า ไทคอนจึงบันทึกรายการขายสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในงบกำไรขาดทุนได้ทั้ง นอกจากบริษัทยังมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ลูกค้าที่เป็นผู้เช่า รวมถึงบุคคล/กิจการอื่นตามโอกาสที่เหมาะสม ในปี 2558 บริษัทมีการขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลหรือกิจการอื่น ประกอบด้วยการขายที่ดินพร้อมอาคารโรงงานมูลค่า 48.2 ล้านบาท และขายที่ดินเปล่ามูลค่า 260.1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายโรงงานให้แก่ลูกค้าเป็นรายได้ที่มิได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้าในการใช้สิทธิซื้อโรงงานตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเช่าเป็นสำคัญ
  4. กำไรจากการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินทุน ในปี 2558 และ ปี 2556 ไม่มีการรับรู้รายได้ในส่วนนี้ มีเฉพาะในปี 2557 จำนวน 1,361.33 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯได้เข้าไปลงทุนเพิ่มในไทคอน ทาให้สัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนทาให้สถานะการจัดประเภทเงินลงทุน เปลี่ยนจากบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อย และมีกำไรเกิดขึ้น
  5. รายได้อื่น ประกอบด้วยรายได้ที่มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของรายได้รวม โดยในปี 2558 ประกอบด้วย รายได้ค่าบริการ จำนวน 990.23 ล้านบาท, รายได้ค่าเช่า จำนวน 615.37ล้านบาท, รายได้ค่าบริหารจัดการบริษัทย่อย จำนวน 204.12 ล้านบาท, ส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม+ร่วมค้าและ กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้บริษัทร่วม จำนวน 257.66 ล้านบาท, รายได้อื่น จำนวน 60.97 ล้านบาท ในปี 2557 ประกอบด้วยรายได้ค่าบริการ จำนวน 386 ล้านบาท, รายได้ค่าเช่า จำนวน 35.39 ล้านบาท, รายได้เงินชดเชยจากบริษัทประกันภัย จำนวน 95.30 ล้านบาท, ส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม จำนวน 129.52 ล้านบาท และรายได้อื่น จำนวน 21.50 ล้านบาท ในปี 2556 ประกอบด้วย รายได้ค่าบริการ จำนวน 363.78 ล้านบาท, รายได้ค่าเช่า จำนวน 42.65 ล้านบาท, รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุด จำนวน 2,030.84 ล้านบาท, รายได้เงินชดเชยจากบริษัทประกันภัย จำนวน 486.65 ล้านบาท, ส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม จำนวนเงิน 319.35 ล้านบาท และรายได้อื่น 47.55 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน

ต้นทุนขายและกำไรขั้นต้น

ต้นทุนขายที่ดินของปี 2558, 2557 และ 2556 มีจำนวน 882.20 ล้านบาท, 1,634.26 ล้านบาท และ 778.87 ล้านบาทตามลำดับ โดยมีกำไรขั้นต้นจากการขายที่ดิน 1,332.91 ล้านบาท, 1,001.66 ล้านบาท และ 556.95 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายที่ดินร้อยละ 60.17 , 38 และ 41.69 ตามลำดับ เนื่องจากที่ดินที่รับรู้รายได้ในปี 2558 ส่วนใหญ่เป็นที่ดินในโครงการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก ในส่วนต้นทุนการขายไฟฟ้าของปี 2558, 2557 และ 2556 มีจำนวน 7,767.47, 7,478.64 และ 5,086.09 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 15.36, 12.36 และ 4.03 ตามลำดับ ต้นทุนในปี 2558 ใกล้เคียงกับต้นทุนของปี 2557 ซึ่งในปี 2557 บริษัท โรจนะ เอ็นเนอร์จี ได้เปิดดำเนินการเป็นปีแรกและมีต้นทุนต่อหน่วยค่อนข้างต่ำประกอบกับได้รับเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (ADDER) หน่วยละ 8 บาท แต่สำหรับในปี 2556 ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากบริษัทได้ทำการซื้อไฟกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแล้วส่งขายต่อให้กับลูกค้า(ในช่วงที่หยุดเพื่อทำการฟื้นฟูโครงการ) ซึ่งมิใช่เป็นต้นทุนจากการผลิตโดยตรงโดยมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำมาก ส่วนต้นทุนขายที่ดินและอาคารโรงงาน เป็นของบริษัทกลุ่ม ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีต้นทุนและ กำไรขั้นต้นของการขายโรงงานแต่ละโรงงานมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ขนาด ลักษณะของโรงงานรวมทั้งทำเลที่ตั้งของโรงงานที่ขาย

ค่าใช้จ่ายในการขายของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2558 และ 2557 มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจเพื่อติดต่อลูกค้า, การโฆษณาและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธ์ิในที่ดินให้กับลูกค้า ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหาร มีจำนวน 1,385.38 ล้านบาท , 419.74 ล้านบาท และ 761.23 ล้านบาท ตามลำดับ ในปี 2558 ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากปี 2557 และ 2556 เนื่องจากบริษัทฯได้เปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุนจากบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อย ของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานรายงานทางการเงิน ที่มีผลบังคับใช้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2558 ที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี จึงต้องนำรายจ่ายดังกล่าวมารวมกับของบริษัทฯ และในปี 2556 มีอัตราเพิ่มขึ้นจากปี 2557 อันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัย ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายในการป้องกันและทำการฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ในโครงการจำนวนมาก ประกอบกับมีการตั้งสำรองผลประโยชน์ของพนักงานตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 19 เรื่องผลประโยชน์พนักงานอีกจำนวนหนึ่ง

ต้นทุนทางการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2558, 2557 และปี 2556 มีจำนวน 1,837.20 ล้านบาท, 931.90 ล้านบาท และ 699.38 ล้านบาท ตามลำดับ ในปี 2558 ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2557 และ 2556 เนื่องจากบริษัทฯ ได้นำรายจ่ายดังกล่าวมารวมกับของบริษัทฯ ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ที่มีผลบังคับใช้ ส่วนในปี 2557 เพิ่มขึ้นจากปี 2556 อันเนื่องมาจากบริษัทและบริษัทย่อยมีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวมถึงการลงทุนและขยายโครงการต่าง ๆ ของบริษัทและบริษัทย่อย

กำไรสุทธิของบริษัทส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ในปี 2558 จำนวน 697.54 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ซึ่งมีจำนวน 2,047.69 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 580.69 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2557 มีการรับรู้กำไรจากการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุนของ บริษัท ไทคอน คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) จากบริษัทร่วมมาเป็นบริษัทย่อยจำนวนเงิน 1,361.33 ล้านบาท แต่ในปี 2558 และ 2556 ไม่มีการรับรู้กำไรในส่วนนี้

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

หากพิจารณาอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ตามงบการเงินรวมของบริษัท ซึ่งในช่วงปี 2556-2558 อยู่ที่ร้อยละ 6.07,12.11 และ 2.83 ตามลำดับ เนื่องจากมีกำไรสุทธิลดลงจากปีก่อน แต่ในส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้สิทธิแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิ ROJNA-W3 เพิ่มขึ้น ทางด้านอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ถาวรตามงบการเงินรวมของบริษัทซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8.47, 14.11 และ 6.53 อันเนื่องจากกำไรสุทธิที่ลดลง

อัตราการจ่ายเงินปันผลตามงบการเงินรวมของบริษัท(เป็นเงินสด) ในปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 61.92 ส่วนในปี 2557 ไม่มีการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากในปี 2557 บริษัทและบริษัทย่อยมีการขยายงานเพิ่มเติมจำนวนมาก

ฐานะทางการเงิน

งบการเงินประจาปี 2557 มีการปรับปรุง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุนจากบริษัทร่วมเป็น บริษัทย่อย ของ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ที่มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2558 ที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี

สินทรัพย์

บริษัทมีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2558, 2557 และ 2556 จำนวน 70,023.29 , 69,738.55 และ 31,890.00 ล้านบาท ตามลำดับ มีรายละเอียดในแต่ละรายการที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น ณ สิ้นปี 2558, 2557 และ 2556 มีจำนวน 1,400.97, 1,414.02 และ 1,261.09 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละต่อสินทรัพย์รวม เท่ากับ 1.84, 2.03 และ 3.95 ตามลำดับ ซึ่งลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นของธุรกิจโรงไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นไปตามรายได้จากการขายไฟฟ้า บริษัทได้กำหนดนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับลูกหนี้ประเภทค่าบริการสาธารณูปโภค โดยการประเมินผลของฝ่ายบริหารเกี่ยวกับความสูญเสีญที่อาจจะเกิดขึ้นจากยอดลูกหนี้คงค้าง ด้วยการพิจารณาฐานะปัจจุบันของลูกหนี้ ลูกหนี้จะถูกตัดจำหน่ายบัญชีเมื่อทราบว่าเป็นหนี้สูญ ส่วนลูกหนี้ประเภทขายที่ดินและอาคารชุด ไม่มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เนื่องจากกรรมสิทธ์ิในที่ดินและอาคารชุดจะโอนให้ลูกค้าต่อเมื่อลูกค้าชำระเงินเสร็จสิ้นครบตามสัญญา จึงไม่มีความเสี่ยงใด ๆ
  2. ต้นทุนการพัฒนาที่ดิน ณ สิ้นปี 2558 มีจำนวน 7,321.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 3,441.23 ล้านบาท เนื่องจากได้นำที่ดินรอการพัฒนา ย้ายหมวดมาเป็นต้นทุนการพัฒนา ตามการพัฒนาที่เกิดขึ้นจริง ประกอบกับบริษัทและบริษัทย่อยได้ทำการโอนกรรมสิทธ์ิขายที่ดินให้กับลูกค้า
  3. ที่ดินรอการพัฒนา ณ สิ้นปี 2558 มีจำนวน 1,942.93 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ซึ่งมีจำนวน 4,365.17 เนื่องจากนำที่ดินดังกล่าวไปพัฒนาโครงการ และย้ายหมวด
  4. ที่ดิน อาคารและอปุกรณ์ ณ สิ้นปี 2558 มีจำนวน 20,092.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ซึ่งมีจำนวน 19,803.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากโครงการก่อสร้างเสร็จ
  5. เงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ สิ้นปี 2558 มีจำนวน 6,032.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ซึ่งมีจำนวน 5,976.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

หนี้สิน

บริษัทและบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมทั้งสิ้น สำหรับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558, 2557 และ 2556 เป็นจำนวน 50,665.27, 45,736.51 และ 22,077.88 ล้านบาท ตามลำดับ มีรายละเอียดในแต่ละรายการที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ี้

  1. เจ้าหนี้ซื้อสินทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โรจนะ เพาเวอร์ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ค่าก่อสร้าง
  2. ค่างวดที่ยังไม่รับรู้รายได้ แยกตามโครงการได้ดังนี้

    สำหรับปี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558

    ชื่อโครงการ มูลค่าที่ขายแล้ว เงินที่ถึงกำหนดชำระ เงินที่ชำระแล้วสะสม คงเหลือจำนวนที่ยังไม่ได้ถึงกำหนดชำระ
    ล้านบาท ล้านบาท % มูลค่าที่ขาย ล้านบาท % มูลค่าที่ขาย ล้านบาท % มูลค่าที่ขาย
    อยุธยา 136.39 93.97 68.90 93.97 68.90 42.42 31.10
    ปราจีนบุรี 154.53 78.59 50.86 78.59 50.86 75.94 49.14
    ระยอง 68.76 10.46 15.21 10.46 15.21 58.30 84.79
    ชลบุรี 128.58 101.68 79.08 101.68 79.08 26.89 20.92

    หมายเหตุ ทุกโครงการไม่มีลูกค้าที่ค้างชำระ

  3. เงินกู้ยืมระยะยาว+หุ้นกู้ และเงินส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี - ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558, 2557 และ 2556 มีมูลค่าเท่ากับ 37,222.82, 33,230.53, และ 15,974.73 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับในปี 2558 ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นของไทคอน(บริษัทย่อย) เพื่อนำเงินไปใช้ในการพัฒนาโครงการในประเทศ รวมทั้งขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ
  4. รายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นรายได้ของกลุ่มไทคอน ซึ่งมีจำนวน 1,382.49 ล้านบาท ในปี 2557 และ 2558 มีการให้เช่าที่ดินแก่ TREIT เป็นระยะเวลา 28-30 ปี โดยจะทยอยรับรู้รายได้จากการให้เช่าในงบกำไรขาดทุนตามวิธีเส้นตรงตลอดอายุสัญญา

สภาพคล่อง

กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 เท่ากับ 2,733.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,022.96 ล้านบาท ในปี 2557 เนื่องจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย, ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่ขาย, รายจ่ายและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและต้นทุนการพัฒนาที่ดิน

กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมการลงทุนของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2558 เท่ากับ (7,435.24) ล้านบาท ลดลงจาก (8,683.05) ล้านบาท เนื่องจากในปี 2557 บริษัทลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในไทคอน จากเดิมร้อยละ 20.56 เป็น 43.45 แต่ในปี 2558 ไม่มีการลงทุนในด้านนี้ แต่บริษัทและบริษัทย่อยมีการซื้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน, ซื้อที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

กระแสเงินสดจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมการจัดหาเงินของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 เท่ากับ 5,403.86 ล้านบาท ลดลงจาก 8,262.77 ล้านบาท ในปี 2558 จากการที่บริษัทและบริษัทย่อยได้ออกหุ้นกู้ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำและมีการชำระคืนเงินกู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ยังได้มีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น

หากพิจารณาอัตราส่วนสภาพคล่องของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 และ 2557 ซึ่งเท่ากับ คือ 0.76 เท่า และ 0.54 เท่า ตามลำดับโดยอัตราส่วนสภาพคล่อง เกิดจากรายการสินทรัพย์หมุนเวียนหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน จากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่าบริษัทมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจและการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพัฒนาที่ดินและให้บริการเพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ดีหากบริษัทและบริษัทย่อยคาดว่ามีปัจจัยใดเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง หรือมีแนวโน้มที่จะมีผลกระทบต่อบริษัท บริษัทจะดำเนินการหาทางป้องกันและแก้ไขปรับปรุงเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวให้น้อยลงหรือหมดไป เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทหรือบริษัทย่อย

ส่วนของผู้ถือหุ้น

บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 25,358.01 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ซึ่งมีจำนวน 14,273.99 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 9,812.13 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุนของ บริษัท ไทคอน คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) จากบริษัทร่วมมาเป็นบริษัทย่อย ทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ถือหุ้นมาใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ ROJNA-W3 ซึ่งมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2557 อันเนื่องมาจากบริษัทมีกำไรสุทธิลดลง (ในปี 2557 บริษัทมีกำไรส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงาน คือรายได้จากการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทเงินลงทุน จำนวน 1,361.33 ล้านบาท) ซึ่งในปี 2558 ไม่มีรายได้ในส่วนนี้ นอกจากนี้บริษัทและบริษัทย่อยมีการชำระคืนเงินกู้ตามกำหนดทั้งระยะสั้นและระยะยาวจากสถาบันการเงินตรงตามเวลาและไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น

ความเหมาะสมของโครงสร้างเงินทุน

บริษัทมีแหล่งเงินทุนหลักเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ คือเงินทุนจากการดำเนินงาน และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการขายไฟฟ้า ยังมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและให้ผลตอบแทนที่ดี

นอกจากนี้ในปี 2558 ที่ผ่านมา บริษัทมีการกู้ยืมโดยการออกหุ้นกู้ อายุ 3 ปี และ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคต

บริษัทมีแผนการขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งประกอบด้วยการขยายการลงทุนในธุรกิจด้านพัฒนาเขต/สวนอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี จำนวน 2 แห่ง ประกอบกับกำลังพิจารณาหาทำเลที่ดี สำหรับขยายธุรกิจในต่างประเทศแถบภูมิภาคเอเชีย